Monday, 30 August 2021

หนังสือเปิดโลกใหม่

« ความเสี่ยงของประเทศ | Main | ธุรกิจ Me-Too »

หนังสือเปิดโลกใหม่ 

            การเป็น “VI” ที่สมบูรณ์สำหรับผมก็คือ  คนที่ รอบรู้ในศาสตร์ รอบด้านอย่างถูกต้อง  ที่สำคัญก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  การทำธุรกิจและการลงทุน  โดยที่ความรู้ พื้นฐานที่สำคัญมากที่สุดก็คือ  ความรู้เกี่ยวกับ  คนหรือพูดให้ชัดเจนก็คือ  พฤติกรรมของคน”  โดยที่ความรู้ใน ภาพใหญ่คือเศรษฐกิจ  สังคม  การเมืองและการทำธุรกิจ  นั้น  เราไม่จำเป็นต้องรู้ลึกแต่ต้องรู้กว้างและรู้จริง  ส่วนความรู้ในเรื่องของการลงทุนนั้น  เราต้องรู้ลึกและรู้จริง 

            วิธีการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดไม่มีอะไรดีไปกว่าการอ่านหนังสือ  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  การเลือกหนังสือที่จะอ่าน  เหตุผลก็เพราะว่ามีหนังสือมากมายเกินกว่าที่เราจะอ่านไหว  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  หนังสือมีรายละเอียดมากเกินไปจนเราไม่เห็นภาพใหญ่  หนังสือจำนวนมาก ไม่ถูกต้องเพราะคนเขียนก็ไม่รู้จริงหรือที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ  เขียนจากความคิดที่  ลำเอียงที่มาจากพื้นฐานทางจิตวิทยาของตนเอง  ผมเองได้อ่านหนังสือหลากหลายมากในหลากหลายศาสตร์ดังกล่าว  ถึงวันนี้เมื่อคิดย้อนหลังไป  มีหนังสือหลายเล่มที่คิดว่าช่วยให้ผม  ตาสว่างคือ รู้ ในสิ่งที่ไม่เคยรู้  หรือ รู้ในสิ่งที่ผมเข้าใจผิดมานาน  หนังสือหลายเล่มหรือน่าจะส่วนใหญ่เป็น หนังสือประวัติศาสตร์หรือแนวอิงประวัติศาสตร์ที่เขียนโดย  เซียนที่มีการศึกษามาเป็นอย่างดี  ที่ เล่าเหตุการณ์ ต่าง ๆ  ต่อเนื่องกันมาอย่างมีเหตุมีผลและมาจาก พื้นฐานที่ถูกต้องนั่นก็คือ  ความเป็น มนุษย์ที่เป็นคนสร้างเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนถึงวันนี้

            หนังสือเล่มแรกซึ่งจริง ๆ  ก็คือหนังสือพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ผมคิดว่า VI หรือคนทั่วไปควรจะอ่านเป็นอย่างยิ่งก็คือ  หนังสือชื่อ   Sapiens: A Brief History of Humankind หรือ เซเปียนส์ :ประวัติย่อของมนุษยชาติ  เขียนโดย ยูวัล แฮรารี นักประวัติศาสตร์ชื่อดังชาวยิว  นี่คือหนังสือที่เล่าเรื่องราวของมนุษย์พันธุ์เซเปียนตั้งแต่เริ่มต้นวิวัฒนาการและการก่อร่างสร้างเมือง  เอาชนะสัตว์ทั้งปวงรวมถึงมนุษย์เผ่าอื่นที่เพิ่งล้มตายและ สูญพันธุ์ไปแค่ 4-50,000 ปีมานี้เอง  ส่วนการเอาชนะสัตว์อื่นทั้งปวงและสามารถ ครองโลก ได้อย่างเด็ดขาดเองนั้น  ก็น่าจะเพิ่งเกิดขึ้นแค่ไม่เกิน 10,000-20,000 ปี  และการสร้างเมือง รัฐ และสถาบันต่าง ๆ  ในการปกครองรวมถึงศาสนานั้นก็แค่ 4-5,000 ปีที่ผ่านมา  ไม่ต้องพูดถึง ประเทศอย่างที่เรารู้จักที่มีขอบเขตดินแดนแน่นอนที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่แล้วนี่เอง

          แฮรารีบอกว่า  ที่เซเปียนส์พัฒนาตนเองได้เร็วมากก็เพราะว่ามนุษย์มีจิตสำนึก  รู้จักคิดและมี จินตนาการ สามารถคิดฝันและเชื่อในสิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือมีคุณค่าทางธรรมชาติและก็ปฏิบัติไปตามความเชื่อนั้นได้  ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ก้าวหน้ามหาศาลก็เช่นเรื่องของ  เงินที่ทุกคนเชื่อว่ามันสามารถเอาไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการได้ทั้ง ๆ  ที่มันเป็นก้อนโลหะหรือเป็นกระดาษหรือในปัจจุบันเป็นแค่ตัวเลขดิจิตอลในคอมพิวเตอร์เป็นต้น  ดังนั้น  พวกเขาจึงยอม ทำงานอะไรบางอย่างให้กับคนอื่นเพื่อหาเงินมาใช้เพื่อเอาชีวิตให้รอดและเก็บไว้เพื่ออนาคตของตนและลูกหลาน    เช่นเดียวกัน  บริษัทก็เป็นแค่  นามธรรมที่สามารถทำงานไปได้เรื่อย  ๆ อย่างต่อเนื่องในขณะที่คนอาจจะตายหรือหายไปในเวลาไม่กี่สิบปี  ดังนั้น  บริษัทจึงสามารถดำเนินการและพัฒนาสินค้าของตนไปอย่างต่อเนื่องยาวนานและสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้โลกก้าวหน้าขึ้น  เป็นต้น

            ผมเองคิดว่าเซเปียนส์น่าจะเป็นหนังสือที่ติดอันดับอย่างน้อย  หนังสือแห่งทศวรรษของโลกโดยเฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์  คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะสามารถ  ต่อยอด ไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของโลก  รัฐ  และประเทศได้อย่างมีความเข้าใจที่ถูกต้อง  และจะไม่ถูกทำให้หลงเข้าใจผิดจาก  ความลำเอียงที่เกิดจากรัฐหรือผู้คนที่พยายามสร้าง สตอรี่ ที่เทิดทูนประเทศตนเองและลดค่าประเทศอื่นซึ่งก็เป็นธรรมชาติหรือพฤติกรรมของคนที่ติดมากับยีนของมนุษย์ตั้งแต่ยุคหมื่นปีที่แล้ว

            ถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์ของไทยเองนั้น  หนังสือที่ เปิดโลกใหม่ให้กับผมก็คือ  หนังสือหลายเล่มที่เขียนโดย  ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทยแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา  นี่คือกลุ่มหนังสือที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของไทยที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์ ทางการของรัฐไทยที่คนไทยทุกคนต้องเรียนและได้รับรู้มาตลอด  แน่นอนว่านักวิชาการ กระแสหลัก ของไทยคงจะไม่เห็นด้วยกับความคิดและการวิเคราะห์ของ ดร.ธงชัย เป็นอย่างยิ่ง  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น  เหตุผลสำคัญที่สอนให้คนรับรู้ก็คือ  เพื่อให้คนรักและภาคภูมิใจกับความเป็นชาติ  ดังนั้น  เรื่องราวที่จะลดทอนความรู้สึกแบบนั้นจึงน่าจะถูกต่อต้าน  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเราจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ได้จริง  เราก็ควรจะได้เรียนรู้จากความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต  และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของหนังสือที่จะช่วยให้เราเรียนรู้  การเมืองของไทยได้ดีขึ้น

            หนังสือแนวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตลาดหุ้นและการลงทุนที่ผมคิดว่าได้กลายเป็นหนังสือคลาสสิกระดับเดียวกับหนังสือ Intelligent Investor ของเหล่า VI ก็คือ  A Random Walk Down Wall Street โดย Burton Malkiel  ซึ่งเป็นหนังสือที่อิงอยู่กับทฤษฎี ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ”  ซึ่งบอกว่าไม่มีกลยุทธ์อะไรที่จะสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างยั่งยืนยกเว้นแต่จะต้องเสี่ยงมากขึ้น  เนื้อหาไม่ได้บอกวิธีการลงทุนที่จะเอาชนะตลาด  แต่เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวความเป็นมาของตลาดหุ้น   เรื่องที่คนเข้าใจผิด  และให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์กับนักลงทุนทุกคนและทุกแนว  อ่านแล้วจะทำให้เราเห็นพัฒนาการระยะยาวของตลาดหุ้นในโลกจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในเวอร์ชั่นใหม่ ๆ ของหนังสือที่จะออกมาทุกหลาย ๆ ปี  ไม่ล้าสมัย  คนที่ไม่เคยอ่านเลย  เมื่ออ่านจบก็อาจจะรู้สึกได้ว่าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดและการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก

          หนังสือ 2 เล่มสุดท้ายที่ผมรู้สึกว่าได้ เปิดตาผมให้เข้าใจเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจของบริษัทได้มากที่สุดเล่มหนึ่ง  เพราะมันพูดถึงตำแหน่งและการแข่งขันทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ชื่อว่า  Positioning : The Battle for Your Mind และ Marketing Warfare โดย Al Ries กับ Jack Trout  นี่เป็นหนังสือทางการตลาดเล่มเล็ก ๆ  และอ่านง่ายมากที่ผมซึ่งเคยเรียนจบ MBA ทางการตลาดไม่เคยได้รับรู้เลย  เพราะเวลาที่ผมเรียนการตลาด  เขาจะสอนเรื่องโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม  จุดอ่อนจุดแข็งของกิจการ  วิถีการทำการตลาด  การจัดการช่องทางการตลาด  การทำแคมเปญเพื่อขายสินค้า    เป็นต้น  แต่ไม่เคยเรียนถึง พื้นฐานของจิตใจลูกค้าเลย  ไม่รู้กระบวนการคิดของสมองหรือจิตใจของลูกค้าต่อสินค้าซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะสำคัญที่สุด  อ่านหนังสือเล่มนี้จบจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ว่าสินค้าไหนจะได้เปรียบ อย่างยั่งยืน   และโดดเด่นแค่ไหน  คู่แข่งขันจะสามารถเอาชนะหรือต่อสู้ด้วยวิธีการอย่างไร  สิ่งที่สำคัญก็คือ  การต่อสู้ทางการตลาดนั้น  เขาบอกว่ามันอยู่ใน หัวของคน  และถ้าเราเข้าไป จองตำแหน่งในนั้นได้แล้ว  คนอื่นจะมาแทนที่ทำได้ยากมาก  ยกตัวอย่างตอนนี้ก็อาจจะบอกว่าโทรศัพท์มือถือแอปเปิลนั้น  ได้เข้าไปเป็น หมายเลขหนึ่งของผู้ใช้หรือลูกค้าจำนวนมากของเขาแล้ว  ยากที่ใครจะมาแทนที่ได้  เป็นต้น

          หนังสือที่เปลี่ยนความเข้าใจหรือเปลี่ยนมุมมองหรือ เปลี่ยนชีวิตของแต่ละคนนั้น  ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้ประสบความสำเร็จหรือชีวิตดีขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว   บ่อยครั้ง  มันเป็นหนังสือที่ตรงกับ จิตวิทยาพื้นฐานของแต่ละคนด้วย  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าคน ๆ  หนึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นนักเก็งกำไร  แต่ไม่เคยหรือไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการเล่นหุ้นทางเทคนิค  วันหนึ่ง  เมื่อเขาพบหนังสือที่เปลี่ยนแนวคิดการวิเคราะห์อย่างสิ้นเชิง  เช่น  มีการใช้วิชาการทางด้านข้อมูลที่ซับซ้อนทางฟิสิกส์เข้ามาเล่นหุ้น  เขาก็อาจจะเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์เดิมไปอย่างสิ้นเชิงได้  โดยที่อาจจะเป็นผลดีหรือผลเสียก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ในกรณีของผมเองนั้น  ผมคิดว่า  หนังสือที่กล่าวมาข้างต้นช่วยให้ผมสามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ  ไม่เฉพาะแต่เรื่องของการลงทุนดีขึ้น  แต่รวมถึงการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ  ด้วย   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  การเป็น “VI” ของผมนั้น  มันไม่ใช่เรื่องของการลงทุนเพียงอย่างเดียว  แต่มันคือ  ชีวิตและชีวิตผมก็เปลี่ยนแปลงไปมากส่วนหนึ่งจากการอ่านหนังสือเหล่านั้น  รวมถึงหนังสือที่มีแนวทางแบบเดียวกันที่ตามมา

 

[Trackback URL for this entry]

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« August »
SunMonTueWedThuFriSat
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031