Monday, 10 May 2021

ความฝันของ(หัว)กะทิ

« Just Say No | Main | ตลาดหุ้นร้าว? »

ความฝันของ (หัว) กะทิ 

            สัปดาห์ก่อนเกิด ปรากฏการณ์ทางสังคมที่  ประหลาดซึ่งทำให้เกิดความงงงวยโดยเฉพาะกับคน รุ่นเก่า ที่มักจะเป็นผู้สูงอายุ  นั่นก็คือ  เกิดกระแสในทวิตเตอร์  “#ย้ายประเทศกันเถอะเพราะมีคนตั้งกลุ่มในเฟซบุคในชื่อเดียวกัน  และหลังจากนั้นภายในเวลาไม่กี่วันก็มีสมาชิกเกือบล้านคนแล้ว  คนที่เข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็น คนรุ่นใหม่”  อายุน่าจะประมาณ 24-30 ปี บางส่วนก็ยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมอายุ 15-18 ปี  พวกเขาตั้งกลุ่มและเข้าเป็นสมาชิกเพื่อหาข้อมูลและให้ความช่วยเหลือคนที่ต้องการย้ายไปอยู่ประเทศอื่นแบบ  ถาวรหรือ ยาวนาน ด้วยเหตุผลที่ว่า  ประเทศไทย  ไม่มีอนาคต”  สำหรับ คนรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยและต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับตนเอง  ก่อนหน้านี้พวกเขาคือคนที่ประท้วงและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมืองและสังคมที่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย  ไม่มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคและไม่ฟังเสียงของประชาชน  พวกเขาเห็นว่า  ด้วยระบบที่เป็นอยู่  ประเทศจะไม่พัฒนาและล้าหลังและคนที่จะรับผลอันนั้นในอนาคตก็คือพวกเขาเอง  การเรียกร้องและ ต่อสู้ ของพวกเขานั้น  ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับอย่างสิ้นเชิง  ตรงกันข้าม  กลับถูก  ปราบปรามจนหลายคน  สิ้นหวัง และถอดใจจนเกิดความคิดใหม่ว่า  ถ้าอย่างนั้น  น่าจะย้ายไปอยู่ประเทศอื่นจะดีกว่า

            การย้ายไปอยู่ต่างประเทศแบบถาวรหรือไม่มีกำหนดเรื่องระยะเวลากลับนั้น  ไม่เหมือนกับการไปเรียนหรือการทำงานหาเงินและเก็บเงินเพื่อที่จะกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างคนที่มีสถานะ  มีเงิน  และมีความก้าวหน้าขึ้น  ซึ่งจะนำไปสู่การมีชีวิตที่มีความสุข  นี่เป็นส่วนหนึ่งของ  ความฝันซึ่งคน ชั้นนำ หรือคนที่ มีศักยภาพสูงในสังคมไทยมีมาตลอดจนถึงเมื่อเร็ว ๆ  นี้   ในคน รุ่นเก่ารวมถึงผมเองนั้น  เราถูกปลูกฝังและเชื่อว่า  ไม่มีที่ไหนที่จะมีความสุขเท่าเมืองไทยทั้ง ๆ  ที่เราไม่เคยไป อยู่ในประเทศอื่นเลย  พอผมโตขึ้นและได้มีโอกาสไปเรียนหรือ อยู่ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 4 ปี  ผมก็รู้สึกว่า  ที่จริงการอยู่ในอเมริกาก็มีความสุขเหมือนกับการอยู่ในเมืองไทย  อย่างไรก็ตาม  ผมก็กลับ บ้านเมื่อเรียนจบเพราะความสามารถที่มีโดยเฉพาะด้านภาษาไม่ดีพอที่เขาจะจ้างให้ทำงานดี ๆ ได้   ผมไม่ดิ้นรนที่จะสู้เพื่อที่จะให้อยู่ในอเมริกาต่อไป  ผมกลับบ้านเพราะคิดว่าประเทศไทยในปี 2528 หรือเมื่อประมาณ 36 ปีที่แล้วนั้น มีอนาคตและผมก็ คิดถูกเพราะผมเจริญก้าวหน้ามาตลอดตามการเจริญเติบโตและความก้าวหน้าของประเทศที่ดีขึ้นจนเป็นเป็น  ดาราและเป็น  แบบอย่างให้แก่ประเทศ ล้าหลังทั้งหลาย  และนี่ก็รวมไปถึงเรื่องของประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ  ที่แม้ว่าจะไม่เต็มร้อยแต่ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

          ที่จริงหลังจากที่ผมกลับบ้านนั้น  ประเทศไทยก็เริ่ม เปิดประเทศโดยเฉพาะทางด้านการเงินและการลงทุนอย่างกว้างขวาง  รวมถึงการ เปิดเสรีทางการเงิน ในปี 2533 ซึ่งทำให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างสะดวก  ผลจากการนั้นทำให้ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปกว่า 4 เท่าในเวลา 3 ปีครึ่งคือจากประมาณ 200 จุดเป็น 1,100 จุด จากต้นปี 2530 –กลางปี 2533   ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทุกด้าน  ในด้านการเมืองนั้น  ในปี 2531 พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ในฐานะ นักการเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี  จากเดิมที่นายกมักจะต้องเป็นทหารหรือมาจากทหารเป็นหลัก  นั่นเป็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตย  ในด้านของเศรษฐกิจ  นั้น  GDP ของไทยเติบโตเป็นเลข 2 หลักติดต่อกันถึง 3 ปี  สุภาษิตของพลเอกชาติชายในช่วงนั้นก็คือ  จะเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าเพราะช่วงก่อนหน้านั้นเรามีปัญหาการสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้าน  อนาคตของไทยสดใสมากเสียจนเกิดความคิดและมีการรณรงค์ให้คนไทยที่ ย้ายประเทศไปอยู่ประเทศก้าวหน้าเช่นอเมริกาให้เดินทางกลับมาอยู่และทำงานในประเทศไทยในชื่อโครงการ  สมองไหลกลับอย่างไรก็ตาม  หลังจากพวกเขาเดินทางกลับมา ดูลาดเลาและพบกับความเป็นจริงโดยเฉพาะระบบต่าง ๆ  ของ  รัฐไทยแล้ว  พวกเขาก็เลิกล้มความตั้งใจ  ทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นเพื่อนที่เป็นอาจารย์ในสหรัฐบางคนกลับมาเยี่ยมเยือนและสอนคอร์สเป็นครั้ง ๆ แต่เขาไม่พูดเรื่องกลับมาอยู่ประเทศไทยอีกเลยแม้ว่าอายุจะใกล้ 70 ปีแล้ว

            ประเทศไทยคงจะยังมีอนาคตและเป็นที่ ๆ อยู่แล้วมีความสุขที่สุดในสายตาของคนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนชั้นนำหรือคนที่มีศักยภาพจนถึงอย่างน้อยปี 2549 หรือ 15 ปีมาแล้ว  นั่นเพราะว่าปีนั้นเป็นปีที่หนังสือชื่อ  ความสุขของกะทิเขียนโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ ได้รับรางวัลซีไรต์  หนังสือพรรณนาถึงความสุขของเด็กหญิงอายุ 9 ขวบชื่อกะทิที่มีครอบครัวเป็น คนชั้นนำแต่ได้ใช้ชีวิตในพื้นเพชนบทที่งดงาม  โรแมนติกและทั้ง ๆ  ที่มีแม่ที่เจ็บป่วยอย่างหนักจนเสียชีวิตแต่ก็มีความสุขแบบไทย ๆ  ที่อยู่รวมกันเป็นครอบครัวตั้งแต่ตายายพี่ป้าน้าอาทุกคนใช้ชีวิต อย่างพอเพียงและเต็มไปด้วยความรัก  คนที่อายุไล่ ๆ  กับผู้เขียนและเป็นคนชั้นนำหรือมีศักยภาพที่จะเป็น  ถ้ามาอ่านและรำลึกถึงภาพเก่า ๆ  แบบนี้ก็คงจะรู้สึกได้ถึง ความสุขของการอยู่ในประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม  ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคนไทยทั่ว ๆ  ไปโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในชนบทมาก่อนจะรู้สึกแบบนั้นหรือไม่โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น  คนชนบทโดยเฉพาะที่เป็นคนหนุ่มสาวต่างก็  ย้ายเข้าเมืองแสวงหา อนาคตกันจนแทบจะทำให้ชนบทร้างเหลือแต่คนแก่และเด็กเล็กอย่างในปัจจุบัน

          ความสุขและความฝันของคนไทยรุ่นใหม่หรือรุ่นหนุ่มสาวในวันนี้คงจะเปลี่ยนไปมากอานิสงค์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการแพร่กระจายของข่าวสารข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่ทำให้โลกไร้พรมแดนทำให้คนไทยได้เห็นและเรียนรู้จากคนอื่นทั่วโลก   ความคิดและวัฒนธรรมใหม่ ๆ  ที่คนไทยรุ่นก่อนไม่เห็นด้วยไม่คุ้นเคยและไม่เคยถูกสอนให้รู้จักหรือถูกบอกว่าไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมกับสังคมไทย  กลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เห็นชอบสมาทาน  ความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษบุญบารมีชาติก่อนที่กำหนดให้คนแต่ละคนได้ดีมีอำนาจบารมีในชาตินี้ไม่เป็นที่ยอมรับ  ความ งดงามของสังคมที่มีชนชั้นลดหลั่นกันไปและทุกคนรู้ในบทบาทหน้าที่ของตนเองเสมือนดังร่างกายที่ต้องมีหัวใจมีสมองมีมือมีเท้ามีนิ้วหรือมีเส้นผมนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ  คนรุ่นใหม่เชื่อว่าทุกคนควรที่จะสามารถมีความคิดและความเชื่อเป็นของตนเองและทำตามสิ่งนั้นได้โดยไม่ควรมีใครมาบังคับ  สิทธิมนุษยชนนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด  ทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกันตามกฎหมายและการตัดสินอะไรที่เกี่ยวกับส่วนรวมจะต้องเป็นแบบ ประชาธิปไตย คือ 1 คนก็มี 1 สิทธิในการโหวต  เป็นต้น  และด้วยวิธีการแบบนี้โลกหรือประเทศก็จะอยู่กันอย่างสงบและมีความก้าวหน้า  คนที่อยู่ในสังคมก็จะ  มีอนาคตที่ดีและมีความสุข

            ความฝันของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะที่เป็น คนชั้นนำหรือคนที่มีศักยภาพสูง  ซึ่งผมอยากจะตั้งชื่อเลียนแบบ ความสุขของกะทิก็คือ  ความฝันของหัว)กะทิก็คือ  การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ตอบสนองกับ โลกใหม่ของพวกเขาเพื่อที่ว่าพวกเขาจะสามารถอยู่ในประเทศที่ทำให้พวกเขาก้าวหน้าและมีความสุข  พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่และที่กำลังจะเป็นต่อไปนั้น  เป็นสิ่งที่ กดขี่เอารัดเอาเปรียบและฉ้อฉลโดยที่ไม่มีใครทำอะไรได้  ครั้นพวกเขาพยายามที่จะทำก็ถูกปราบปรามลงโทษ  ดังนั้น  พวกเขาจึงต้องการย้ายไปจากสังคมแบบนี้  และด้วยสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป  ประเทศที่ก้าวหน้าขาดแคลนแรงงานเพราะคนเกิดน้อยลงและประชากรแก่ตัวลงจึงต้องการแรงงานโดยเฉพาะที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ  นี่จึงทำให้กลุ่มเฟซบุคย้ายประเทศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้คนที่มีหน้าที่บริหารประเทศรวมถึงนักลงทุนอย่างผมต้องจับตามอง  เพราะนี่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระยะยาวได้อย่างรุนแรง

            สำหรับผมแล้ว  ปรากฏการณ์อยากย้ายประเทศของคนรุ่นใหม่นั้น  เป็นเพียงอีกอาการหนึ่งของปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ  ตั้งแต่ 6-7 ปีก่อน  เริ่มตั้งแต่การเกิดที่น้อยลงและคนที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็วทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจต่ำลง  สิ่งนี้ประกอบกับระบบการปกครองประเทศที่ค่อนข้างจะล้าหลังทำให้ไม่สามารถปรับตัวเพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้  โควิด-19 ทำให้คนตกงานและทำให้ปัญหาเศรษฐกิจหนักขึ้นไปอีกและนี่ส่งผลกระทบกับคนรุ่นใหม่อย่างแรง  อนาคต สำหรับพวกเขา มืดมนวิธีที่จะนำอนาคตของพวกเขากลับมาก็คือ  ต่อสู้เพื่อให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อที่จะได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ  หรือไม่ก็ หนีไปหาอนาคตในประเทศใหม่ที่สดใสกว่า  ผมเองก็ไม่รู้ว่าถ้าผมยังเป็นหนุ่มอยู่  ผมจะเลือกแบบไหน  แต่ถ้าเป็นเรื่องของการลงทุน  ผมคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมเองได้เริ่ม ย้ายประเทศลงทุนกันไปแล้ว  เพราะนักลงทุนนั้นเป็น นักเลือกไม่ค่อยอยากเป็น  นักสู้โดยเฉพาะถ้าคิดว่าจะแพ้

 

[Trackback URL for this entry]

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« May »
SunMonTueWedThuFriSat
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031