Saturday, 24 November 2007

0035 : หุ้นฝ่าวิกฤต

« 0034: พอร์ตทดลอง | Main | 0036: ข้อคิดจากกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า »

ปี 2537 หุ้นไทยเคยขึ้นไปถึง 1753.73 กว่าจุดก่อนลดค่าเงินบาทหลังจากนั้นก็ดิ่งลงมาอย่างหนักจนเหลือต่ำสุดแค่ 207 จุดในปี 2541 ก่อนจะค่อยๆ เริ่มฟื้นตัวขึ้นจนปัจจุบันปี 2550 หุ้นไทยอยู่ที่ 800 จุด ถือว่ายังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของยอดเขาเดิมเมื่อ 13 ปีที่แล้วเลย

ผมสงสัยว่าแล้วหุ้นแต่ละตัวล่ะเป็นอย่างไรกันแล้วบ้าง พวกมันกลับมาได้แค่ไหนแล้ว ก็เลยลองไปค้นข้อมูลดู ข้อมูลที่ผมไปค้นมาคือ มูลค่าตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทชั้นนำของไทยเมื่อสิ้นปี 2538 ซึ่งตอนนั้นดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 1200 กว่าจุด (กำลังดอยทีเดียว) เปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดในปัจจุบัน ที่จริงอยากได้ข้อมูลเปรียบเทียบของปี 2537 มากกว่าแต่หาไม่ได้ อย่างไรก็ตามตัวเลขที่พบค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว 

หน่วย: ล้านบาท) 

มูลค่าตลาด               ปี 2538 -----> ปี 2550

SCC                160320----->268800 

KBANK            137600----->191056

PTTEP               81840----->458341

LH                    58505----->62446

ADVANC          104364----->252911

THAI                60900------>62009

BEC                  49200----->47600

OHTL                 1872----->8064

มูลค่าตลาดของบริษัทเหล่านี้กลับมาสูงกว่าเดิมหมดแล้ว (ยกเว้น BEC ตัวเดียวที่ยังต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย) หลายตัวสูงกว่ามากกว่าหนึ่งเท่าตัว!

มูลค่าตลาดคือ ราคาหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้แล้ว ดังนั้น มูลค่าตลาดของบริษัทคือตัวเลขที่บอกว่าตลาดเชื่อว่าบริษัททั้งบริษัทมีมูลค่าเท่าไรนั่นเอง การที่มูลค่าตลาดของบริษัทเหล่านี้สูงกว่าเดิมแสดงว่า ทุกวันนี้บริษัทเหล่านี้ล้วนมีมูลค่าสูงกว่าเมื่อ 12 ปีที่แล้วทั้งนั้น! ทั้งที่พวกมันโดนเทขายอย่างหนักเมื่อตอนวิกฤตตลาดหุ้นปี 2541

ผมคิดว่าเหตุผลที่ทำให้บริษัทเหล่านี้กลับมามีมูลค่าสูงกว่ายอดดอยเดิมได้เป็นเพราะ

1. บริษัทเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น "บริษัทสามัญประจำบ้าน" ของประเทศไทยไปแล้ว ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จัก ดังนั้นถ้าคนไทยยังต้องมีบ้านอยู่ ยังต้องใช้โทรศัพท์สื่อสารกัน ยังต้องฝากเงินไว้ที่ธนาคาร ยังต้องใช้ไฟฟ้า ยังต้องกินข้าว ยังต้องหายใจ ต่อให้เจอวิกฤตสักกี่ครั้ง สุดท้ายแล้วบริษัทเหล่านี้จะกลับมาได้เสมอ เพราะธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ต้องมีอยู่ตราบเท่าที่คนไทยยังต้องกินต้องใช้ 

2. บริษัทต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าด้วย ถ้าบริษัทเป็นชื่อสามัญประจำบ้านก็จริงแต่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ฉาบฉวย บริษัทก็อาจอยู่ไม่ได้อยู่ดีเพราะอุตสาหกรรมสูญพันธ์ไปก่อนทั้งอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่โบราณอย่าง ปูน เหล็ก น้ำมัน พวกนี้กี่ปีกี่ปีก็ยังแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พวกมันจึงกลับมาได้เสมอ แต่ถ้าเป็นพวกอุตสาหกรรมแฟชั่น ไฮเทค บันเทิง พวกนี้ตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว ธุรกิจต้องปรับตัวตามตลาดเวลา มีผู้นำตลาดรายใหม่มากแทนทีรายเก่าได้บ่อยๆ แบบนี้บริษัทก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาไม่ได้ในระยะยาว     

3. เงินเฟ้ออาจทำร้ายมูลค่าของหุ้นในระยะสั้นแต่ในระยะยาวแล้วเงินเฟ้อช่วยทำให้หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพราะหุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดีที่สุดในระยะยาว เพราะต่อให้บริษัทยังขายสินค้าได้จำนวนชิ้นเท่าเดิม (จำนวนลูกค้าไม่เพิ่มขึ้น) แต่ราคาข้าวของที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเงินเฟ้อทำให้กำไรที่บริษัทได้รับเป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยเท่ากับเงินเฟ้อ ราคาหุ้นจึงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราเงินเฟ้อ และการถือหุ้นไว้นานๆ จึงช่วยปกป้องนักลงทุนจากภาวะเงินเฟ้อ

หุ้นสามัญประจำบ้านเหล่านี้ต่อให้โดนวิกฤตสักกี่รอบ ในที่สุดพวกมันจะกลับมาสูงกว่าเดิมได้เสมอ ตราบใดที่ยังมีประเทศไทยอยู่ ในช่วงที่เกิดวิกฤตนั้น หุ้นเหล่านี้มีราคาร่วงลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำไรของบริษัทเหล่านี้ลดลงมากเนื่องจากผลของวิกฤตและอีกส่วนหนึ่งก็ถูกซ้ำเติมด้วยแรงเทขายของนักลงทุนเพราะนักลงทุนมองผลตอบแทนข้างหน้าในระยะสั้นๆ ความกลัวว่าราคากำลังจะลดลงไปอีกทำให้ราคาลดลงได้มากกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แย่ลง อย่าง LH นั้นก่อนที่จะกลับมาสูงกว่าเดิม เคยลดลงไปมากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว แต่ถ้าเรามองเห็นว่าพวกมันจะกลับมาได้ในที่สุด ราคาที่ร่วงลงไปได้ขนาดนั้นนับว่าไร้เหตุผลมากทีเดียว   

อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าตลาดของบริษัทสามัญประจำบ้านเหล่านี้จะกลับมาได้เสมอ แต่นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้ไว้ก็อาจกลับมาไม่ได้เท่าเดิมก็ได้ถ้าในช่วงที่เกิดวิกฤต มี Dilution Effect เกิดขึ้น เช่น มีการลดทุนมหาศาล มีการแปลงหนี้เป็นทุนให้เจ้าหนี้ หรือมีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่วนใหญ่แล้วเกิดกับบริษัทที่มีหนี้มากๆ บริษัทที่มีหนี้มากๆ บางส่วนแม้เพิ่มทุนก็ยังเอาตัวไม่รอดทำให้ล้มละลายไปในช่วงที่เกิดวิกฤต นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่า ทำไมหุ้นสามัญประจำบ้านเหล่านี้กลับมาได้หมดแล้วแต่ดัชนีหุ้นไทยยังต่ำกว่าจุดเดิมมากเพราะมีบริษัทเล็กๆ ที่มีฐานะการเงินที่ไม่แข็งแรงจำนวนมากล้มหายตายจากไปในช่วงที่มีวิกฤต ดังนั้นการมีหนี้น้อยก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งหุ้นที่ฝ่าวิกฤตได้ D/E ratio นั้นอาจไม่มีผลอะไรเลยต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงสั้น แต่วันใดที่ธุรกิจถูกกระแทกด้วยเรื่องที่ไม่คาดฝัน การมีหนี้มากหรือน้อยนั้นจะตัดสินความเป็นความตายของบริษัทได้เลย ดังนั้นบริษัทที่ปลอดภัยในระยะยาวไม่ควรอาศัยหนี้มากๆ ในการดำเนินธุรกิจ

สรุปแล้ว ถ้าคุณอยากสร้างพอร์ตการลงทุนที่ทนต่อวิกฤตได้เป็นสำคัญ จงเลือกบริษัทที่เป็นชื่อสามัญประจำบ้าน อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ และมี Strong balance sheet ในช่วงสั้นๆ คุณสมบัติเหล่านี้อาจไม่มีความสำคัญต่อราคาหุ้นในช่วงสั้นแต่มันสำคัญมากถ้ามีวิกฤตรออยู่ข้างหน้า 

ส่วนที่เขาพูดกันว่า การลงทุนระยะยาวอันตรายเพราะอาจมีวิกฤต ถ้าจะเล่นหุ้นให้ปลอดภัยต้องเล่นสั้นๆ เท่านั้น ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไร เพราะสมัยที่ตลาดหุ้นยังเป็นฟองสบู่อยู่นั้น นักลงทุน 99.99% เล่นสั้นๆ กันทุกคน แต่ก็ไม่เห็นพวกเขาจะรอดพ้นจากวิกฤตเลย  

ป.ล.: ที่ผมเขียนเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าผมคิดว่ากำลังจะมีวิกฤตนะครับ เพราะผมคิดว่าไม่มีครับ           

Posted by 1001ii at 6:40 AM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: Pooh_wadon at Wed, 9 Jan 4:15 PM

บอกได้คำเดียวว่า "ตาสว่าง"

ขอบพระคุณมากๆครับ

Comment: izac44 at Tue, 19 Feb 7:28 PM

จะติดตามอ่านครับ เป็นกำลังใจให้นะครับพี่สุมาอี้

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« November »
SunMonTueWedThuFriSat
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930