Thursday, 8 November 2007

0033: ทำยังไงไม่ให้ขายหุ้นทิ้งบ่อยๆ

« 0031: tHeGreeNBaCk | Main | 0034: พอร์ตทดลอง »

อุปสรรคอย่างหนึ่งของการลงทุนคือพอหุ้นที่ซื้อไว้ขึ้นนิดๆ หน่อยๆ ก็อดใจไม่ไหวต้องรีบขายทิ้งทันที...

ผมมีหุ้นตัวหนึ่งจะแนะนำท่านนักลงทุน หุ้นตัวนี้ทุกคนรู้จักกันดี จ่ายปันผลปีละ 2% ทุกปี แต่ราคาหุ้นนิ่งสนิทไม่ไปไหนเลยมากว่า 30 ปีแล้ว พีอีเรโชตอนนี้น่ะหรือก็ปาเข้าไป 50 เท่า

ได้ยินคุณสมบัติของหุ้นตัวนี้แล้ว คุณยังอยากซื้อหุ้นตัวนี้หรือไม่? 

ผมว่าถ้าหุ้นตัวนี้มีอยู่จริงในตลาดคงแทบไม่มีนักลงทุนคนไหนคิดจะชายตามองหุ้นที่ราคาไม่ไปขนาดนี้

แต่ทราบหรือไม่ว่า นักลงทุนทุกคนในตลาดหุ้นรวมทั้งตัวคุณเองด้วยก็เคยซื้อหุ้นตัวนี้แล้ว (ซื้อบ่อยด้วย) หุ้นตัวนี้มีตัวย่อว่า CASH มันเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด ไม่มีนักลงทุนคนไหนไม่เคยซื้อ ทุกครั้งที่นักลงทุนขายหุ้นอะไรในพอร์ตออกมา นักลงทุนก็กำลังซื้อหุ้นที่ชื่อว่า CASH โดยอัตโนมัติ 

CASH เป็นหุ้นที่ไม่เคยให้ Capital Gain เลย เงินปันผลแค่ดอกเบี้ยธนาคาร CASH จึงให้ผลตอบแทนเพียงแค่ 2% ต่อปีเท่านั้น (เทียบเท่ากับพีอีที่สูงถึง 50 เท่า) แต่ทำไมหุ้นตัวนี้จึงเป็นหุ้นยอดนิยมเหลือเกิน ในขณะที่การถือหุ้นตัวอื่นๆ เอาไว้จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทน 10% ต่อปีในระยะยาว ถ้ามองเงินสดให้เป็นหุ้นตัวหนึ่ง มันจึงเป็นหุ้นที่ขาดเสน่ห์อย่างรุนแรง แต่แปลกที่คนส่วนใหญ่กลับกลัวการถือหุ้นเอาไว้เฉยๆ เป็นอย่างมากและต้องคอยขายหุ้นทิ้งอยู่เสมอเพื่อกลับไปถือเงินสดอยู่ตลอดเวลา ที่จริงแล้วคนที่ถือหุ้นอยู่ตลอดเวลามีโอกาสได้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่าคนที่ถือเงินสดอยู่ตลอดเวลามาก

ครั้งหน้าถ้าคุณคิดจะขายหุ้น ลองมองเงินสดให้เป็นหุ้นที่ชื่อว่า CASH มันจะช่วยทำให้คุณยับยั้งชั่งใจไม่ให้คุณขายหุ้นทิ้งก็ได้เพราะคงไม่มีใครอยากได้หุ้นที่ผลตอบแทนต่ำ ราคาไม่ไปไหน แบบนี้

Posted by 1001ii at 5:45 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: conseto at Fri, 9 Nov 8:15 PM

เยี่ยมครับ ไม่เคยมองถึงเรื่องนี้เลย

Comment: หนูนก at Sat, 10 Nov 1:38 AM

เหนือจริงๆ... คารวะ หนึ่งจอก

Comment: หนูนก at Sat, 10 Nov 1:40 AM

เหนือจริงๆ... ขอคารวะ หนึ่งจอก

Comment: woody at Sat, 10 Nov 1:56 AM

อืม พี่สุมาอี้ยังคิดว่า p/e 50 ผมเคยคิดว่า p/e ของเจ้าหุ้น Cash นี่มันตั้ง 100 แหน่ะครับ

เอ ทำไมผมชอบเจอแต่ code ไม่ค่อยดีนะมาครานี้เจอ loss อีก ฮะฮะ

Comment: อรรคพล at Mon, 12 Nov 9:56 AM

ดีจริงๆบล็อกพี่สุมาอี้ ตามอ่านมาตลอด บทความพี่แต่ละอันนี่เหนือจริงๆ พี่ครับ แล้วยังงี้ผมควรจะเหลือเงินสดไว้ในพอร์ตเท่าไหร่ดี ผมควรทำยังไงกับเงินสด 10,000 ที่เหลืออยู่ในพอร์ต ผมควรจะเอาไปกระจายซื้อหุ้นไว้ศึกษาดีมั้ยครับ ถ้าดีผมขอรายชื่อหุ้นเลยได้มั้ยครับ ผมมือใหม่มากหน่ะครับ หวังว่าท่านอาจารย์จะได้โปรดชี้แนะลูกศิษย์ด้วย....
เอ... แล้ว 50 เท่า นี่มันคิดมาจากไหนอ่ะครับ

Comment: 1001ii at Mon, 12 Nov 5:48 PM

ถ้าคุณอรรถพลสนใจที่จะเป็นนักลงทุนจริงๆ เมื่อไรก็ตามที่พบหุ้นในตลาดที่มีราคาน่าลงทุน (ราคามีส่วนลดจากมูลค่า) สัก 4-5 ตัวขึ้นไป ก็ควรลงทุน 100% ของพอร์ตเลยครับ ยกเว้นว่าหุ้นในตลาดจะมีราคาแพงมากจนหาหุ้นที่น่าลงทุนไม่ได้เลย เช่นนั้นก็ควรถือเงินสดเอาไว้แทน

ผลตอบแทนของการถือเงินสดก็คือดอกเบี้ยออมทรัพย์ ถ้าดอกเบี้ยอยู่ที่ 2% ต่อปี แสดงว่า เงินสดราคา 100 บาท ให้ผลตอบแทน 2 บาทต่อปี หรือ P/E = 100/2 = 50 เท่า ไงล่ะครับ

Comment: Sukanya Rattanarujikorn at Tue, 13 Nov 11:54 AM

May I ask you permission to publish 0033 topic internally at Syrus. I want to encourage my colleague to buy LTF or RMF instead of holding cash. Thank you in advance.

Comment: 1001ii at Tue, 13 Nov 1:35 PM

เอาเลยครับ ตามสบาย บทความที่อยู่ในบล็อกนี้ ผมไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ แต่อย่าลืมระบุที่มาเวลานำไปใช้ก็ละกัน

Comment: Sukanya Rattanarujikorn at Fri, 16 Nov 11:49 AM

Thank you ka

Comment: terati20 at Mon, 19 Nov 7:21 AM

อาจารย์ ถ้าคิดเงินเฟ้อด้วยเนี่ย cash เป็นอะไรที่เเย่ที่สุด เเถมขาดทุน อีก

Comment: mr.jor at Sat, 9 Feb 7:28 PM

สุดยอด ครับ

Comment: นัท at Tue, 18 Mar 10:54 AM

แต่เจ้า cash มันก็ไม่เคยเจ๊งหนิ แถมมันยังสามารถนำพาเราไปยัง บริษัทอื่นที่ดีกว่าเดิมได้อีกมากมาย

แต่ผมก็เข้าใจประเด็นที่คุณสื่อนะ

Comment: kitty63 at Sat, 6 Sep 9:58 AM

การที่เราขายหุ้นทิ้งเพื่อถือ cash เพราะคาดว่าราคาหุ้นมันจะลงไงครับ เพราะหุ้นมันไม่ใช่มีแต่ขาขึ้น มันมีขาลงด้วย ดังนั้นหากคาดว่าราคามันจะลงไปได้อีกสัก 10-20% จากปัจจุบันนี้ จะถือหุ้นให้กำไรลดลง หรือขาดทุนไปทำไมครับ
วิธีคิดนี้จะใช้ได้สำหรับการลงทุนในลักษณะที่ต้องการมีส่วนร่วมในบริษัท และต้องเป็นบริษัทที่มี growth ตลอด ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน แต่ผมคิดว่า ไม่ว่าหุ้นตัวนั้นจะดีวิเศษแค่ไหนก็ต้องมีช่วงปรับตัวทุกตัว ทำไมเราถึงปล่อยให้กำไรตรงนี้หายไป เมื่อเราสามารถรักษากำไรส่วนนี้ได้ หากเรารู้วิธีทางเทคนิค อันนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับแนวคิด value investment นะครับ เพียงแต่คิดว่าน่าจะเติมเต็มมากกว่าครับ

Comment: 1001ii at Sat, 6 Sep 11:51 AM

นั่นเป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เราสามารถรู้ก่อนว่าหุ้นอะไรกำลังจะลง หุ้นอะไรกำลังจะกลับขึ้นไปใหม่

การ short against port ดูผิวเผินแล้วเหมือนทำได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ง่ายขนาดที่คนทั่วไปคิด ถ้า short against port เป็นเรื่องง่าย คนที่ใช้วิธีนี้จะกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีในเวลาไม่นาน เพราะไม่มีวิธีทำมาหากินแบบไหนจะรวยเร็วเท่านี้แล้ว โอกาสที่เราจะเก็งถูกนั้นมีไม่สูงนัก ทำให้ผลตอบแทนของวิธีนี้ไม่ได้สูงอย่างที่คิด

Comment: kitty63 at Sun, 7 Sep 8:45 AM

ถึงต้องมีการศึกษาเรื่อง Technical Analysis ไงครับ ซึ่งทฤษฎีเรื่องการใช้เทคนิคต่างๆ ให้ผลที่น่าเชื่อถือพอสมควร ไม่ว่าเรื่องการใช้ Trendline หาแนวรับแนวต้าน แม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก การที่ผมเสนอเรื่องเทคนิคประกอบกับการใช้ value investment เพียงเพื่อเติมเต็มให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุดเท่านั้น ดีกว่าจะรอถือหุ้นที่รู้ว่าตลาดไม่ดีแล้วปล่อยให้ราคาลงมาเรื่อยๆ ลองพิจารณาดูหุ้นที่ท่านถืออยู่ที่เป็นตัวที่ท่านคิดว่าผลประกอบการดี เมื่อปีที่แล้ว แล้วทำไมราคามาถึงปรับลดลงทั้งๆที่กำไรเติบโตขึ้นมาในปีนี้ล่ะ หุ้นมันเป็น cycle ตามทฤษฎี DOW และ ELLIOTT การปรับตัวจะเกิดขึ้นตลอดเวลาเมื่อมี จิตวิทยามวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ผมศึกษาทั้ง 2 แบบก็จะเห็นทั้งจุดดีและจุดอ่อนของทั้ง 2 แบบ การที่พูดว่า การ short against port เป็นเรื่องไม่ง่าย นั่นถูกต้องแล้วครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะศึกษาหาความรู้ไม่ได้ หากศึกษาเรื่องเทคนิคบ้างก็จะเข้าใจเองว่าทำไมเราถึงต้องปล่อยโอกาสให้เสียไปมากมายอย่างนี้

Comment: 1001ii at Sun, 7 Sep 1:51 PM

ที่เรารู้สึกว่าหุ้นลงในช่วงที่ผ่านมาเราน่าจะขายไปก่อนนั้นเป็นเพราะว่าเรามี hindsight bias ครับ คือเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เรารู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไปเรามักจะรู้สึกว่า มันทายล่วงหน้าได้ง่าย แต่ถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้นจริงๆ เราทายไม่ได้หรอกครับ

เวลาผมไปนั่งเล่นที่ห้องค้า มักจะมีอาแป๊ะเข้ามาชวนผมคุย เรื่องที่ชวนคุยนั้นก็หนีไม่พ้น hindsight bias ของเขา เช่น เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่หุ้น XYZ มันวิ่งแรงๆ น่ะ แป๊ะรู้อยู่แล้วว่าจะมันจะต้องวิ่ง แต่พอผมถามอาแป๊ะไปว่า แล้วอาแป๊ะได้ซื้อไว้หรือเปล่า อาแป๊ะบอกว่าไม่ได้ซื้อ ผมก็เลยชักสงสัยว่า รู้ว่าขึ้นแล้วทำไมถึงไม่ได้ซื้อล่ะครับ เหตุการณ์ที่ผลลัพธ์มันเกิดขึ้นแล้ว เราจะรู้สึกว่า เราทายล่วงหน้าได้ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ครับ

ผมไม่ได้ปฏิเสธ Technical นะครับ ผมคิดว่ามันก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งเหมือนกับ Fundamental ก็เป็นวิธีการอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองวิธีผมไม่ได้คิดว่าอันไหนจะดีไปกว่ากัน เพียงแต่ Fundamental เป็นวิธีที่เหมาะกับบุคลิกส่วนตัวและความถนัดของผมมากกว่า ผมก็เลยเลือกใช้วิธีนี้เท่านั้นเอง ส่วน Value investment นั้น ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ผมจึงไม่ได้ใช้เลยครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« November »
SunMonTueWedThuFriSat
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930