Monday, 2 March 2020

เศร้า-มืดมน-สิ้นหวัง

« ลงทุนหุ้นปันผล | Main | Property Grand Sale »

เศร้า-มืดมน-สิ้นหวัง

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยตกลงมาหนักมากและน่าจะมากที่สุดในโลกคือดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจาก 1495 จุดในวันที่ 21 เป็น 1341 จุดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 63 หรือตกลงมา 155 จุดคิดเป็น ประมาณ 10% และเมื่อคิดจากต้นปี ดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงมาถึง 15% แล้วและก็น่าจะเป็นตลาดหุ้นที่ตกลงมามากที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้นักวิเคราะห์บอกว่าเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโลกไวรัสโควิด-19 ที่ดูเหมือนว่ากำลังจะกระจายไปทั่วโลก และเนื่องจากประเทศไทยนั้นอิงกับการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่น ตลาดหุ้นของไทยจึงตกมากกว่าประเทศอื่น แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ได้พูดถึงก็คือ หลายปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นหลัก ๆ ของโลกนั้นปรับตัวขึ้นดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นของไทยมาก ในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมานั้นดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นเป็น New High หรือจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เป็นว่าเล่น ในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นไม่ได้ไปไหนมา 6-7 ปีแล้ว คนที่เล่นหุ้นหรือลงทุนนั้นต่างก็ขาดทุนกันอย่างหนักและรู้สึกเศร้าใจที่เห็นพอร์ตของตนเองลดลงมากในเวลาอันสั้น

การที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนว่ากำลังจะตกลงมาอย่างแรงในช่วงเวลานี้นั้น ผมคิดว่ามีเหตุผลมากกว่าเรื่องไวรัสที่แน่นอนว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น แต่ในที่สุดไวรัสโควิดก็น่าจะผ่านไปเช่นเดียวกับไวรัสตัวอื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น การตกลงมาของหุ้นก็จะเป็นเรื่องชั่วคราว หลังจากที่โลกสามารถควบคุมมันได้แล้ว ราคาหุ้นของไทยก็จะดีดตัวกลับอย่างแรง การลงทุนซื้อหุ้นที่ตกลงมามากก็อาจจะทำกำไรได้มหาศาล แต่ถ้าการตกต่ำลงของหุ้นไทยมีเหตุผลมาจากเรื่องอื่น ๆ ด้วยและเรื่องเหล่านั้นอาจจะ “ไม่ผ่านไป” หุ้นไทยก็อาจจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นโดดเด่นอย่างที่คิดแม้ว่าไวรัสจะสงบลงไปมากแล้วก็ได้

ผมเองได้เคยพูดไว้มากแล้วว่าประเทศไทยมีปัญหาหลายอย่างที่ทำให้เศรษฐกิจจะไม่เติบโตเร็วอีกต่อไปและเป็นเรื่องของโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็วที่เรายังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ว่าที่จริงยังไม่มีใครคิดจะแก้ปัญหาด้วยซ้ำ ดังนั้น การที่จะหวังผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวที่สูงอย่างในอดีตในตลาดหุ้นไทยนั้นน่าจะยาก อย่างไรก็ตาม การได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและดีกว่าการลงทุนในทรัพย์สินอื่นเช่น การฝากเงินหรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ยังเป็นไปได้ ผมเองคิดว่าการที่จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยซักปีละ 6-7% แบบทบต้นในตลาดหุ้นไทยในระยะเวลาซัก 10 ปีข้างหน้าก็น่าจะพอใจแล้ว นี่ก็สิ่งที่ผมคิดโดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ นอกเหนือไปจากเรื่องของเศรษฐกิจ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้จนถึงปัจจุบันทำให้ผมรู้สึกว่าอนาคตของประเทศไทยนั้นอาจจะไม่ได้สดใสและรื่นรมย์อย่างที่เราเคยเป็นมา สภาวะแวดล้อมทางสังคมและการเมืองที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นหรือเผยออกมานั้นหลายเรื่องรุนแรงและกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนไม่น้อยและดูเหมือนว่าการตระหนักหรือการแก้ไขอย่างจริงจังยังไม่เกิดขึ้น หลาย ๆ อย่างนั้นทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มีความสุขน้อยลงและมีความเครียดมากขึ้น อนาคตสำหรับหลายคนดูมืดมน คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะไปกันหรืออยู่กันอย่างไร? จิตวิทยาที่คนและสังคมนั้นมักจะต้อง “มีความหวัง” ผมคิดว่าตอนนี้น่าจะลดลง บางคนอาจจะ “สิ้นหวัง” เพราะไม่รู้ว่าเราจะเดินไปทางไหน

เรื่องของสังคมหรือความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น เริ่มที่เรื่องของฝุ่นละอองในอากาศที่ดูเลวร้ายลงเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าทุกปีก็จะต้องมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราต้องหลีกเลี่ยงหรือป้องกันตัวเองจากฝุ่นที่กระจายกันทั่วเมืองและเกือบทั่วประเทศ ผมเองรู้สึกว่าชีวิตในช่วงที่ฝุ่นมาเป็นเวลาอย่างน้อยน่าจะ 2-3 เดือนต่อปีนั้น เป็นชีวิตที่มีความสุขน้อยลงมาก เงินทองที่มีก็อาจจะ “ซื้ออากาศที่สะอาด” ได้บ้าง เช่น เดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดแต่ก็ทำได้ค่อนข้างจำกัดเพราะทุกคนก็ยังมีภารกิจที่ต้องทำอยู่ บางครั้งผมก็ถามตัวเองว่าเมื่อไรจะมีคนแก้ปัญหาอย่างจริงจัง คำตอบดูเหมือนว่ารอจนถึงฤดูกาลเปลี่ยนเดี๋ยวมันก็หายไปเอง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นาน ๆ ไปเดี๋ยวเราก็จะ “ชิน” กันไปเอง

ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อยผมคิดว่ากำลังกลุ้มใจว่าธุรกิจของตนเองกำลังตกต่ำลงและไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรเพราะกำลังถูก Disrupt จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ตนเองไม่เชี่ยวชาญหรือยังไงก็ต้านธุรกิจขนาดใหญ่รุ่นใหม่ ๆ ไม่ไหว รายได้และกำไรหดหายและบางทีอาจจะใกล้ที่จะไม่สามารถคืนหนี้ได้ พวกเขาจะทำอย่างไร ข่าวการฆ่าตัวตายดูเหมือนจะมากขึ้น จริงอยู่คงมีคนส่วนน้อยที่ทำแบบนั้น แต่คนจำนวนมากที่มีปัญหาคงจะเครียดและก็อาจจะยังไม่เห็นทางออก บางทีเขาอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตที่เคยชินมานาน ที่พูดนี้รวมไปถึงชาวไร่ชาวนาซึ่งก็กำลังเผชิญกับภัยแล้วที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้ พวกเขาคงกำลังเหนื่อยหนัก แต่คำปลอบก็คือ ปีหน้าคงไม่แล้งและชีวิตก็จะดีขึ้น นี่ก็เป็นอะไรที่ดูเหมือนว่าจะวนเวียนเป็นวัฎจักรเพราะชาวไร่ชาวนาไทยนั้นชีวิตขึ้นอยู่กับฝนฟ้าเป็นหลัก ความแน่นอนมีน้อยมาก

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เป็นหนุ่มสาวและหลายคนกำลังจะเข้าสู่การทำงานหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ชีวิตในช่วงเวลานี้ดูเหมือนว่าจะไม่เอื้ออำนวยนัก ธุรกิจที่ต้องใช้คนที่มีการศึกษาสูงจำนวนมากเช่นสถาบันการเงินต่างก็ไม่รับคนเพิ่ม บางแห่งปลดคนออกเนื่องจากธุรกิจซบเซาหรือการทำงานเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากเทคโนโลยี ผลก็คือ หลายคนหางานไม่ได้หรือใช้เวลานานมาก เป็นไปได้ว่าในที่สุดบางคนก็อาจจะต้องทำงานที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาตลอดกาลเพราะความรู้ที่เรียนมานั้น ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ในด้านของการเมืองเองนั้น ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าคนที่เกี่ยวข้องและสนใจการเมืองต่างก็ “เครียด” ที่พบว่าการเมืองของไทยนั้นไม่ได้สร้างระบบที่คนส่วนใหญ่หรือทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ซึ่งก็คือต่างก็ยอมรับกฎเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกันโดยที่ไม่มีคนที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบตลอดกาล ความแตกต่างทางด้านความคิดทางการเมืองของผู้คนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมากขึ้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มีความแตกต่างระหว่างคนหนุ่มสาวหรือคนรุ่นใหม่กับคนสูงอายุที่เป็นคนรุ่นเก่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เกิดการเรียกร้องที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางและปรัชญาการปกครองไปในทางที่แต่ละกลุ่มต้องการซึ่งไม่เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ คนรุ่นใหม่ต้องการสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคมากขึ้นในขณะที่คนรุ่นเก่าต้องการรักษาระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมรวมถึง “ความมั่นคง” ที่เคยเป็นเสาหลักในการปกครองของประเทศมาช้านาน “การต่อสู้ทางการเมือง” ในช่วงนี้สำหรับหลายคนแล้วก็ดูเหมือนว่าเป็น “ความมืดมน” ที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ผมเองก็ได้แต่คิดว่า ในที่สุดประเทศก็ต้องเป็นไปตามความคิดของคนรุ่นใหม่เพราะคนรุ่นเก่ายังไงก็จะต้องจากไปตามอายุ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราจะต้องประสบกับอะไรบ้างที่อาจจะเลวร้ายและเราไม่ต้องการให้เกิด

ผมยังไม่ได้พูดถึงปัญหาทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่คนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้องเป็นล้าน ๆ คนต้องตกงานหรือทำงานน้อยลงเนื่องจากภาวะโรคไวรัสระบาดและความซบเซาทางเศรษฐกิจที่ตามมา ผมคงไม่มีเนื้อที่ที่จะพูดถึง แต่คนเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไรเพราะส่วนใหญ่ก็อาจจะมีหนี้เต็มอัตราไม่สามารถกูยืมเพิ่มขึ้นได้ ถ้าหากว่าเชื้อไวรัสไม่สงบลงภายในเวลาไม่กี่เดือน ปัญหาคงตามมาอีกมาก คนที่เศร้า มืดมน และสิ้นหวังอาจจะเพิ่มขึ้นมากจนรับไม่ไหว

ในฐานะของนักลงทุนที่มีชีวิตอยู่มายาวนานพอสมควรและผ่านเหตุการณ์สำคัญและสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของไทยมาหลายครั้ง ผมคิดว่า เหตุการณ์และสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับครั้งนี้ก็คือช่วงหลังปี 2519 ที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม น่าจะเป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบกับความเศร้าและไม่แน่นอนรวมถึงการไม่รู้ว่าอนาคตจะไปทางไหน อย่างไรก็ตาม เราก็ผ่านมาได้เป็นอย่างดีในเวลาที่เร็วกว่าที่คิดมาก ในครั้งนี้ผมเองก็คิดว่าเราก็คงจะต้องผ่านมันไปได้ ผมไม่เคยสิ้นหวังและยังคงถือหุ้นอยู่เต็มร้อยและอยู่ในประเทศไทยต่อไป-จนตาย และผมก็คิดว่าคนหนุ่มสาวทุกคนต่างก็ยังไม่สิ้นหวังที่จะเห็นประเทศไทยที่รุ่งเรือง งดงาม และทุกคนอยู่ได้อย่างมีความสุขอย่างที่เคยเป็นมาหลายสิบปีในยุคของคนรุ่นผม

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: Napaporn at Mon, 2 Mar 1:53 PM

เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่งค่ะ ชีวิตเรามีความหวังเสมอ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้เสียอะไรไปหรอก เพราะตั้งแต่เกิดเราก็ไม่เคยมีอะไรมาอยู่แล้ว แถมตายก็เอาไปไม่ได้อีกนะคะ ชีวิตมันก็เป็นเรื่องราวที่ต้องเรียนรู้ และเดินต่อไปนะคะ

Comment: เอก at Mon, 2 Mar 4:37 PM

สวัสดีครับ
ผมกำลังจะเป็นนักลงทุนมือใหม่นะครับ อยากขอถามว่าในสภานะการ์ณ แบบนี้ นักลงทุนมือใหม่ควรลงทุนในช่วงเวลานี้ไหมครับ

Comment: Chalermpol Waitayangkoon at Tue, 3 Mar 12:08 AM

เพิ่งลงบทความเรื่องคล้ายกันนี้ในกรุงเทพธุรกิจ...ประเทศไทยต้องการนโยบายด้านโครงสร้าง (Structural Policy)

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Fri, 6 Mar 6:19 PM

เมื่อไปย้อนดูข้อมูลเก่าดู วันที่ 6 ต.ค.2519 ตรงกับวันพุธ วันนั้น ตลท.ยังเทรดปกติ และ ดัชนี ประมาณ 100 จุด และ เกือบไม่เปลี่ยนแปลง จนถึงสิ้นปี 2519
แต่รุ่งขึ้นปี 2520 ดัชนีก็ทยอยปรับขึ้น จนสิ้นปี 2520 อยู่ที่ราวๆ 200 จุด และ ปี 2521 ตลท. อยู่ในภาวะกระทิงรอบแรก ขึ้นไปสูงสุด ตอนปลายปี ราวๆ 280 จุด ก่อนจะร่วงลงแรงจากวิกฤต ราชาเงินทุน

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« March »
SunMonTueWedThuFriSat
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031